วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เกร็ด IT เจ้าค่า!

สถาปัตยกรรมของหน่วยประมวลผลกลาง
ปัจจุบันสถาปัตยกรรมของหน่วยประมวลผลกลางที่นิยมมี ๒ ชนิด คือ CISC และ RISC
   CISC หรือ complex instruction set computing เป็นสถาปัตยกรรมที่ประกอบด้วยชุดคำสั่งพื้นฐานและชุดคำสั่งที่ซับซ้อนจำนวนมาก ทำให้โปรแกรมต่างๆที่ออกแบบสำหรับซีพียูนี้ จะสามารถใช้คำสั่งที่บรรจุภายในซีพียูได้
ทันที ซีพียูที่ใช้สถาปัตยกรรมนี้ ได้แก่ ยี่ห้อ Intel, AMD และ Cyrix ซึ่งใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วไป
    RISC หรือ reduced instruction set computing เป็นสถาปัตยกรรมที่บรรจุชุดคำสั่งภายในซีพียูจำนวนน้อย
เป็นคำสั่งพื้นฐานที่ถูกใช้งานประจำ คำสั่งซับซ้อนจะเป็นหน้าที่ของระบบปฏิบัติการที่นคสั่งพื้นฐานมาประกอบกัน ซีพียู
ที่ใช้สถาปัตยกรรมนี้ ได้แก่ ยี่ห้อ PowerPC, Silicon Graphic และ DEC Alpha
๑) หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (random access memory :RAM)
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แรม เป็นหน่วยความจำที่จัดเก็บข้อมูลในขณะที่ซีพียูกำลังประมวลผล หรือเมื่อเปิดเรื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น หน่วยความจำประเภทนี้ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าในการทำงานเพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย ซึ่งอาจเรียกว่า หน่วยความจำแบบลบเลือนได้ (volatile memory) หากเกิดกระแสไฟฟ้าดับ หรือปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่อยู่ในความจำจะถูกลบไป แรมจะสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด ดังนี้
                            .๑) แรมหลัก (main RAM) ใช้เก็บข้อมูลและคำสั่ง หรือโปรแกรมในระหว่างการทำงานของซีพียู โดยซีพียูสามารถเข้าถึงข้อมูลและคำสั่งในแรมแบบรวดเร็ว ซึ่งหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในภายหลัง ผู้ใช้ต้องย้ายข้อมูลจากแรมไปเก็บไว้ที่หน่วยงามจำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ ออคัลดิสก์ แฟลชไดรฟ์ เป็นต้น โดยการสั่งคำบันทึกจากโปรแกรมที่ใช้งาน
                            .๒) แรมวีดีทัศน์ (video RAM) ใช้เก็บข้อมูลสำหรับจอภาพ ทำให้สามารถส่งภาพไปที่จอได้เร็วขึ้น นิยมใช้กับการเล่นเกมและงานด้านกราฟิก เพื่อช่วยให้ภาพปรากฏที่หน้าจอได้อย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วการวัดขนาดของหน่วยความจำ นิยมวัดโดยใช้หน่วยเป็นไบต์ (Byte) ซึ่งอาจเทียบได้เท่ากับตัวอักษร ๑ ตัว โดยคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดหน่วยความจำที่ใหญ่มากจะทำงานได้เร็วมากขึ้น ซึ่งหน่วยวัดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีดังนี้  

  1 Byte (ไบต์)         =                               ตัวอักษร
   1 KB (กิโลไบต์)   =  ๑๐๒๔                    ตัวอักษร (ประมาณ ๑ พันตัวอักษร)
   1 MB (เมกะไบต์)  =  ๑๐๔๘๕๗๖           ตัวอักษร (ประมาณ ๑ ล้านตัวอักษร)
   1 GB (กิกะไบต์)    =   ๑๐๗๓๗๔๑๘๒๔ ตัวอักษร (ประมาณ ๑ พันล้านตัวอักษร)


ปัจจุบันขนาดหน่วยความจำหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีขนาดตั้งแต่ 256 MB 512 MB 1GB 2GB 4 GB เป็นต้น
๒) หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (read only memory :ROM)
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า รอม เป็นหน่วยความจำที่บริษัทผู้ผลิตติดตั้งชุดคำสั่งที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานหรือชุดคำสั่งที่สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ โดยรอมมีคุณสมบัติในการเก็บข้อมูลไว้ตลอดโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลี้ยง นั่นคือ เมื่อเปิดเรื่องใหม่ข้อมูลในรอมก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมชุดคำสั่งในรอมได้ ชุดคำสั่งที่ติดตั้งในรอมอย่างถาวรมาตั้งแต่การผลิตของบริษัทเรียกว่า เฟิร์มแวร์ (firmware) ปัจจุบันรอมมีอยู่หลายชนิด บางชนิดมีความสามารถเพิ่มเติมด้วยชุดคำสั่งด้วยโปรแกรมพิเศษได้ ชนิดของรอมที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Mark ROM, PROM EPROM และ EEPROM

หน่วยความจำรอง

             หน่วยความจำรอง (secondary storage) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลถาวรที่สามารถย้ายข้อมูลและคำสั่งที่อยู่ในแรมขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานมาจัดเก็บไว้ด้วยคำสั่งบันทึกของโปรแกรมต่างๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลลำสั่งมาใช้ภายหลังได้ ซึ่งหน่วยวามจำรอง มีความจุข้อมูลได้มากกว่าหน่วยความจำหลักและมีราคาถูกกว่า แต่เข้าถึงข้อมูลได้ช้ากว่าหน่วยความจำหลัก อุปกรณ์หน่วยความจำรองที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

            ๑) ฮาร์ดดิสก์ (hard disk) ใช้หลักการของการเข้าถึงข้อมูลแบบสุ่ม(random access) กล่าวคือ ถ้าต้องกาข้อมูลลำดับที่ ๒๑ หัวอ่านก็จะตรงไปที่ข้อมูลนั้นและอ่านข้อมูลนั้นขึ้นมาได้ทันที หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ เรียกว่า หัวอ่านและบันทึก (read/write head) โดยฮาร์ดดิสก์ทำมาจากแผ่นจานแม่เหล็กเรียงซ้อนกันหลายๆแผ่น ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้ทั้งสองหน้าของผิวจานแผ่นแม่เหล็ก ยกเว้นแผ่นสุดท้ายที่ติดกับกล่องจะบันทึกข้อมูลได้เพียงหน้าเดียว โดยที่ทุกแทร็ก (track) และเซกเตอร์ (sector) ที่ตำแหน่งตรงกันของขอฮาร์ดดิสก์หนึ่งๆ จะถูกเรียกว่า ไซลินเดอร์ (cylinder)
            การทำงานของหัวอ่านและบันทึกจะไม่สัมผัสกับผิวของแผ่นจานแม่เหล็ก ดังนั้น หากมีฝุ่นไปกีดขวางหัวอ่านและบันทึก อาจทำให้หัวอ่านและบันทึกกระแทกกับผิวของแผ่นจานแม่เหล็ก ทำให้แผ่นเกิดความเสียหาย และเกิดวามผิดพลาดในการเรียกใช้ข้อมูลได้
            ความจุของฮาร์ดดิสก์มีหน่วยตั้งแต่ไบต์ เมกะไบต์ กิกะไบต์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความจุของฮาร์ดดิสก์มากสามารถจะเก็บข้อมูลได้มาก
            ๒)เทปแม่เหล็ก (magnetic tape) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลที่ได้รับความนิยมน้อยลง ใช้สำหรับการเก็บสำรองข้อมูล (backup) เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล ใช้หลักกาการของเข้าถึงแบบลำดับ (sequential access)
ข้อดีของเทปแม่เหล็กคือ ราคาถูกและเก็บข้อมูลได้มาก เทปแม่เหล็กมีหลักการทำงานคล้ายเทปบันทึกเสียง แต่เลี่ยนจาการเล่น(play) และการบันทึก (record) เป็นการอ่าน (read) และเขียน (write)

            ๓) ออปติคัลดิสก์ (optical disk) เป็นหน่วยความจำรองที่ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ในการบันทึกข้อมูล ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากและราคาไม่แพง ออปติคัลดิสก์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้
                            .๑) ซีดีรอม(CD-ROM : compact disk-read-only memory) คือ หน่วยความจรองที่บันทึกได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้อีก
                            .๒)ซีดีอาร์ (CD-R : compact disk recordable) คือ หน่วยความจำรองที่สามารถเขียนข้อมูลลงแผ่นแล้วข้อมูลเหล่านั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมลงแผ่นเดิมได้จนกว่าข้อมูลจะเต็มแผ่น
                            .๓) ซีดีอาร์ดับบลิว (CD-RW : compact disk rewritable) คือ หน่วยความจำที่สามารถเขียนข้อมูลลงแผ่น แลสามารถเขียนข้อมูลใหม่ทับลงในแผ่นเดิมได้ หรือผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเนื้อหาต่างๆภายในแผ่นซีดีอาร์ดับบลิวได้
                            .๔) ดีวีดี (DVD : digital video disk) เป็นเทคโนโลยีที่กลังได้รับความนิยมมากขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีการบีบอัดมากขึ้น ดีวีดีแผ่นหนึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ ๔.๗ กิกะไบต์ถึง ๑๗ กิกะไบต์ ดีวีดีแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ดังนี้
                                            (๑) ดีวีดีรอม (DVD-ROM) ส่วนมากใช้กับการเก็บภาพยนตร์ที่มีความยาเกินกว่าสองชั่วโมงได้
                                            (๒) ดีวีดี-อาร์ (DVD-R) ใช้ในการเก็บข้อมูลที่มีปริมาณมาก ซึ่งมีราคาสูงกว่าดีวีดีรอม หลังจาที่มีกาบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นดีวีดีอาร์แล้ว ผู้ใช้ไม่สามารถเลี่ยนแปลงข้อมูลได้
                                            (๓) ดีวีดี-อาร์ดับบลิว (DVD-RW) เป็นเทโนดลยีแบบแสง มีเครื่องอ่านที่ให้ผู้ใช้บันทึก ลบ และบันทึกข้อมูลซ้ำลงบนแผ่นเดิมได้
                            .๕) บลูเรย์ดิสก์ (blue ray disk) เป็นเทคโนยีแบบแสงล่าสุดที่สามารถบันทึกข้อมูลความระเอียดสูงได้ถึง ๑๐๐ กิกะไบต์ ให้ภาพและเสียงที่คมชัด มันำมาใช้ในการบันทึกภาพยนตร์

            ๔) หน่วยความจำแบบแฟลช (flash memory device) มีชื่อเรียกหลายอย่าง ได้แก่ แฟลชไดรฟ์(flash drive) ธัมไดรฟ์(thumb drive) หรือแฮนดีไดรฟ์(handy drive) เป็นหน่วยความจำรองชนิดอีอีพร็อม (electrically erasable programmable read – only memory :EEPROM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเก็บข้อมูล เขียน และลบข้อมูลได้ตามต้องการ หน่วยความจำชนิดนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก
            ปัจจุบันหน่วยความจำแบบแฟลชสามารถเก็บข้อมูลตั้งแต่ 128MB 256MB 512MB 1GB 2GB จนถึง 16GB และนับวันจะยิ่งมีความจุมากขึ้น
            นอกจากหน่วยสำคัญของคอมพิวเตอร์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอุปกรณ์สำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ แผนวงจรไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า แผนวงจรหลัก (main board) ซึ่งประกอบด้วยซีพียู หน่วยความจำ ชิปประมวลผลเสริม(coprocessor) และมีช่องสำหรับต่ออุปกรณ์ป้อนข้อมูลและแสดงผล รวมทั้งมีช่องเสียบขยาย (expansion slot) ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้สำรองไว้ใช้กับการ์ดเพิ่มเติม (expansion card) หรือตัวปรับต่อ(adapter) อื่นๆ
                ปัจจุบันอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เห็นแลจับต้องได้ที่กล่าวมาแล้วนั้น เรียกว่า ฮาร์ดแวร์(hardware) ซึ่งมีการพัฒนาทั้งด้านวามเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ มีราคาถูกลงและเทคโนโลยีทางด้านนี้ก็มารเลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาที่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ

หน่วยส่งออก

            หน่วยส่งออก (output unit) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ผ่านการประมวลผลแล้ว โดยจะแปลงข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่เรื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจให้กลายเป็นผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆที่มนุษย์เข้าใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง
            หน่วยส่งออกที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
            ๑) หน่วยส่งออกชั่วคราว (soft copy) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่ให้ผู้ใช้ได้ทราบผลลัพธ์ในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลลัพธ์นั้นก็จะหายไป หน่วยแสดงผลชั่วคราวที่นิยมใช้ มีดังนี้
                            .๑) จอภาพ (monitor) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์ได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว จอภาพในปัจจุบันมีหลายชนิด ดังนี้
                                            (๑) จอภาพซีอาร์ที(cathode ray tube monitor :CRT) จอภาพมีรูปร่าง ขนาด และเทคโนโลยีเดียวกับโทรทัศน์ กล่าวคือ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้หักการทำงานโดยการยิงแสงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในของจอภาพ ซึ่งผิวของจอภาพจะฉาบด้วยสารฟอสฟอรัส เมื่อตำแหน่งที่มีอิเล็กตรอนวิ่งมาชนจอภาพจะเกิดแสงสว่างขึ้น แสงสว่างแต่ละจุดทำให้เห็นเป็นภาพ และมีหลอดแก้วแสดงผล เรียกว่า หลอดรังสีแคโทด(cathode ray tube) ซึ่งจอภาพซีอาร์ที จะส่งแสงสะท้อนมายังนัยน์ตาของผู้ใช้ค่อนข้างมาก
                                (๒) จอภาพแอลซีดี(liquid crystal display monitor :LCD) เป็นจอภาพแบบแบน และใช้เทคโนโลยีการเรืองแสงของผลึกเหลว(liquid crystal) จึงใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยและยังมีแสงที่สิองมายังในตาผู้ใช้น้อย ทำให้ถนอมสายตาได้มากว่าจอซีอาร์ที จอภาพแอลซีดีมีอยู่ ๒ ประเภท คือ จอภาพแบบแอกทีฟเมทริกซ์(active matrix) เป็นจอภาพที่มีความละเอียด สว่างและชัดเจนมาก แลจอภาพแบบพาสซีฟเมทริซ์(passive matrix) เป็นจอภาพที่ให้วามสว่างและความมชัดน้อยกว่าจอภาพแบบแอกทีฟเมทริกซ์

เกร็ด IT เจ้าค่า!

ความรู้เกี่ยวกับ HDTV

                HDTV เป็นโทรทัศน์ความละเอียดสูงที่รองรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ (broadcasters) มีความละเอียดมากกว่าการถ่ายทอดสัญญาณในปัจจุบัน กล่าวคือ การส่งสัญญาณจะเป็นระบบ Digital และจอภาพจะเป็นจอแอลซีดี ทำให้ผู้ชมรับชมภาพได้คมชัด ได้ฟังเสียงที่มีคุณภาพ
๑.๓) ลำโพง(speaker) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์ในรูปแบบเสียง ส่วนใหญ่จะมาพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ ลำโพงมีสองชนิด ดังนี้
(๑)ลำโพงแบบขยายเสียงในตัว จะมีปุ่มสำหรับปรับเสียงต่างๆ เช่น ปุ่ม volume สำหรับปรับความดังเสียง ปุ่ม base สำหรับปรับระดับความดังของเสียงทุ้ม และปุ่ม treble สำหรับปรับระดับความดังของเสียงแหลม เป็นต้น
(๒)ลำโพงแบบไม่มีวงจรขยายเสียง จะมีกรวยของลำโพงที่ใช้ภายในตัวลำโพง ลำโพงชนิดนี้ต้องใช้การ์ดเสียงที่มีวงจรขยายเสียงสำหรับขยายเสียงออกลำโพง
๒) หน่วยส่งออกถาวร (hard copy) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่ให้ผู้ใช้ได้ทรายผลลัพธ์ในรูปแบบกระดาษและสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้ได้ในภายหลัง หน่วยแสดงผลถาวรที่นิยมใช้มีดังนี้
๒.๑) เครื่องพิมพ์ (printer) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์ได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข ภาพนิ่ง ลงบนกระดาษ แบ่งเป็น ๒ ประเภท
(๑) เครื่องพิมพ์แบบกระทบ (impact printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้หลักการโดยการกระแทกหัวพิมพ์กับแทบผ้าหมึก ทำให้เกิดอักขระบนกระดาษ เครื่องที่นิยมใช้ได้แก่ เครื่องพิมพ์แบบจุด (dot-matrix printer) เครื่องพิมพ์ที่ใช้หลักการทำงานโดยการสร้างจุดลงบนกระดาษ โดยหัวพิมพ์จะมีลักษณะเป็นหัวเข็มที่มีลักษณะต่างๆ เมื่อเครื่องทำการพิมพ์ หัวเข็มที่อยู่ในตำแหน่งต่างๆ จะยื่นออกมา และกระแทกกับผ้าหมึกลงบนกระดาษที่ใช้พิมพ์ ทำให้เกิดจุดมากมายประกอบกันเป็นตัวอักษรหรือเป็นรูปขึ้นมา นิยมใช้กับการพิมพ์เอกสารที่มีสำเนา สามารถใช้กระดาษคาร์บอนคั่นระหว่างกระดาษ แรงกระแทกจะทำให้เกิดสำเนาเอกสารได้หลายสำเนา ข้อเสีย คือ มีเสียงดังขณะพิมพ์ ตัวอักษรไม่คมชัดมาก
(๒) เครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ (nonimpact) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้หลักการพิมพ์โดยวิธีการทางเคมีและใช้ความร้อนในการทำให้สีพิมพ์ติดกระดาษ ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังนี้
+ เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (ink jet printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้หลักการพ่นหยดหมึกเล็กๆ ให้ติดกับกระดาษ หมึกพิมพ์แบบสีจะต้องใช้แม่สีสามสี ซึ่งการใช้งานปกติหมึกจะหมดไม่พร้อมกัน ดังนั้น ในกรณีที่ใช้ตลับหมึกที่มีสามสีอยู่ในตลับเดียวกัน หากมีสีใดสีหนึ่งหมดก่อน ตลับนั้นจะใช้ไม่ได้อีก ดังนั้น บางบริษัทแยกแต่ละสีออกจากกัน เพื่อเปลี่ยนสีได้ เพื่อความประหยัด ส่วนใหญ่จะมีต้นพิมพ์ต่อแผ่นสูง แต่ตัวเครื่องมีราคาไม่แพง และให้ผลงานที่มีความสวยงาม คมชัด เครื่องพิมพ์ชนิดนี้นิยมใช้กับการพิมพ์เอกสารปริมาณไม่มาก เช่น พิมพ์รายงาน เป็นต้น
+ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้แสงเลเซอร์สร้างประจุไฟฟ้าบวกบนแผ่นกระดาษที่เคลื่อนที่ผ่าน ซึ่งผงหมึกที่มีประจุลบจะถูกดูดกับประจุบวก และลูกกลิ้งร้อนจะช่วยให้หมึกติดบนกระดาษ มีความเร็วในการพิมพ์สูง และมีต้นทุนในการพิมพ์ต่อแผ่นถูกกว่าแบบฉีดหมึก แต่ตัวเครื่องมีราคาสูง เครื่องพิมพ์เลเซอร์เหมาะกับงานที่ต้องพิมพ์ปริมาณมาก เช่น สำนักงาน ร้านถ่ายเอกสาร งานออกแบบสื่อโฆษณา เป็นต้น
+ เครื่องพิมพ์แบบใช้ความร้อน (thermal printer) ใช้หลักการพิมพ์โดยการกลิ้งหมึกพิมพ์ที่เคลือบแวกซ์ไปบนกระดาษ แล้วเพิ่มความร้อนให้กับหมึกพิมพ์จนแวกซ์ละลาย และติดอยู่บนกระดาษ บางชนิดอาจใช้สีแทนแวกซ์ ทำให้สามารถพิมพ์ภาพสีที่มีคุณภาพการพิมพ์สูง แค่ราคาเครื่องและค่าใช้จ่ายในการพิมพ์สูงมาก
+ เครื่องพิมพ์พล็อตเตอร์ (plotter) ใช้หลักการเขียนภาพด้วยหัวปากกา นิยมใช้ในการออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ซึ่งเป็นภาพขนาดใหญ่ ดังนั้นเครื่องพิมพ์จึงถูกออกแบบให้สามารถพิมพ์กับขนาดใหญ่ได้ถึง ๔๐ ๘๐ นิ้ว

เกร็ด IT เจ้าค่า!

ขนาดแกรมของกระดาษที่ใช้พิมพ์เอกสาร
แกรม คือ น้ำหนักความหนาของกระดาษ หน่วยวัดเป็นกรัมต่อกระดาษ ๑ ตารางเมตร (gram per squaremetre) เหตุที่ต้องสร้างหน่วยวัดขึ้น เพราะการวัดขนาดทำได้ยาก ด้วยกระดาษแต่ละแผ่นแบนมาก ดังนั้น แทนที่จะวัดจากความหนาโดยตรงจึงใช้วิธีชั่งน้ำหนักแทน
กระดาษแต่ละชนิดมีขนาดแกรมต่างกัน ดังนี้
๑.กระดาษอาร์ต มีเนื้อแน่น ผิวเรียบ เหมาะกับงานพิมพ์ ๔ สี ราคาค่อนข้างสูง มีหลายแบบ ได้แก่ กระดาษอาร์ตมัน อาร์ตด้าน มีขนาด ๘๕-๑๖๐ แกรม
๒.กระดาษปอนด์ มีเนื้อเรียบ สีขาว นิยมพิมพ์งานสีเดียว หรือ ๔ สีก็ได้ เหมาะสำหรับพิมพ์เนื้อในหนังสือ ซึ่งขนาดกระดาษที่นิยมใช้พิมพ์หนังสืออยู่ที่ ๗๐- ๑๐๐ แกรม
๓.กระดาษปรู๊ฟ เป็นกระดาษเนื้อฟู บาง สีค่อนข้างไปทางเหลือง มีขนาด ๔๘.๘ แกรม ไม่ทนความชื้น ฉีกขาดง่าย ราคาถูก เหมาะกับงานพิมพ์ที่มีต้นทุนต่ำ ใช้กับสิ่งพิมพ์ทั่วไป เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น
๔.กระดาษแบงค์ เป็นกระดาษบางๆ มักสีชมพู ฟ้า นิยมใช้พิมพ์บิลต่างๆ หรือใบปลิว มีขนาด ๕๕ แกรมขึ้นไป